ศัพท์เศรษฐศาสตร์


ศัพท์เศรษฐศาสตร์

1. เงินเฟ้อ = Inflation 

ภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

          ในประเทศไทยเงินเฟ้อวัดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งเป็นดัชนีที่จัดทำโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ผู้บริโภคซื้อหาเป็นประจำ โดยน้ำหนักของสินค้าและบริการแต่ละรายการกำหนดจาก รูปแบบการใช้จ่ายของครัวเรือนซึ่งได้จากการสำรวจ

          ตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ การเกิดภาวะเงินเฟ้อมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

          ปัจจัยแรก คือ แรงดึงทางด้านอุปสงค์ เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าและบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน

          ปัจจัยที่สองเกิดจากด้านต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน

2. เงินฝืด = Deflation

              ภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่าเงินเฟ้อ ทั้งนี้ อาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของอุปทาน การหดตัวของอุปสงค์ การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการปรับลดภาษี และการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น

3. เงินเฟ้อขั้นสูง = Hyperinflation   

ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นในอัตราสูงหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติ (สูงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ) ถ้าสูงมากๆ เช่น ร้อยละ 100 ต่อปี อาจเรียกว่า เงินเฟ้อย่างรุนแรง 

4. เงินเฟ้อตามราคาสินค้าเกษตร = Agflation     

อาจเขียนในรูปอื่นๆ เช่น ag-flation, agri-flation เป็นคำศัพท์ที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ในตอนปลายคริสต์ทศวรรษที่ 2000 นี่เอง คำนี้เกิดจากนำเอาคำสองคำคือ agriculture และ inflation มาประสมกัน เพื่อสื่อความหมายของภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากแรงผลักดันของการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลผลิตทางการเกษตร ภาวะดังกล่าวนี้ ได้เริ่มปรากฏชัดเจนนับตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา และรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เมื่อราคาสินค้าเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรได้ ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก คือ (1) การเพิ่มขึ้นในระดับรายได้หรือความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศจีน และอินเดีย ทำให้อุปนิสัยในการบริโภคอาหารเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ คนเหล่านี้ได้ลดการบริโภคธัญพืชลง แล้วหันมาบริโภคเนื้อและนมมากขึ้น เมื่ออุปสงค์สำหรับเนื้อและนมสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ความต้องการธัญพืชเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์(ซึ่งเป็นอุปสงค์สืบเนื่อง) พลอยเพิ่มสูงขึ้นด้วย เมื่ออุปสงค์สำหรับธัญพืชเพิ่มขึ้นเกินกว่าเกินกว่าที่อุปทานจะตอบสนองได้ทัน ราคาของธัญพืช จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (2) การสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ได้ส่งผลให้แหล่งพลังงานทางเลือก เช่น  เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอทานอล (ethanol) ที่ทำจากอ้อยและข้าวโพด ซึ่งสามารถนำมาผสมกับน้ำมันเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ได้อุปสงค์สำหรับอ้อยและข้าวโพดจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาอ้อยและข้าวโพดสูงขึ้น นอกจากนั้น การสูงขึ้นของผลกำไรจากการปลูกพืชที่นำเอาผลผลิตไปเป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้ทำให้เกษตรกรหันเหการใช้ที่ดินจากการปลุกพืชชนิดอื่นที่มีปริมาณน้อยลงมีราคาสูงขึ้น (3) การบิดเบือนกลไกตลาด จากมาตรการต่างๆ ของรัฐ เช่น การให้การอุดหนุนการเกษตรในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆที่การผลิตไม่มีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็จำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศเหล่านี้สูงกว่าที่ควรจะเป็น 

5. เงินเฟ้อคืบคลาน = Creeping inflation   

การสูงขึ้นของระดับราคาโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง ซึ่งดูจะไม่รุ่นแรงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะทำให้ระดับราคาทั่วไปเพิ่มขึ้นมากจนอาจจะมีผลให้การลดอำนาจซื้อของเงินลงเรื่อยๆ 

6. ตลาดเสรี = Free market   

ตลาดสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยให้พลังของอุปสงค์และอุปทานหรือกลไกตลาด เป็นตัวกำหนดราคาและปริมาณการซื้อขายอย่างเสรี โดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ จากรัฐบาล ระบบเศรษฐกิจที่ส่งเสริมตลาดเสรีเรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี 

7. ราคาล่วงหน้า = Forward price  

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หลักทรัพย์ หรือเงินตรา ที่กำหนดเอาไว้ในการตกลงซื้อขายล่วงหน้า เป็นราคาที่ผู้ซื้อจะต้องจ่าย ณ วันส่งมอบหรือวันที่ได้ตกลงกัน สำหรับราคาล่วงหน้าของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศมีชื่อเรียกเฉพาะว่า อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ราคาล่วงหน้าของสิ่งของชนิดเดียวกันอาจแตกต่างกันตามเวลาที่ส่งมอบและการต่อรองของผู้ซื้อขาย และราคานี้มักจะแตกต่างกับราคาซื้อขายทันที ซึ่งเป็นราคาที่ต้องส่งมอบกันในปัจจุบัน