เอกสารเผยแพร่
 
 


   Download
    

 
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ 0 คน
จำนวนผู้เข้าชมเมื่อวานนี้ 8 คน
จำนวนผู้เข้าชมเดือนนี้ 2,323 คน
รวมจำนวนผู้เข้าชม 24,144 คน

“หญ้า” ไม่ด้อยค่าอย่างที่คิด……เมื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์

 

โดย    หัทยา  ทับสวัสดิ์ 

สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

 

                เมื่อเอ่ยถึง “หญ้า” ซึ่งเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  แม้ในพื้นที่เสื่อมโทรมรกร้างว่างเปล่าหรือที่ขึ้นในสนามหน้าบ้านหรือแม้แต่ในพื้นที่เกษตรกรรรมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อหญ้าเติบโตอย่างไร้ระเบียบไม่ถูกที่ถูกทางเป็นภาระที่จะต้องกำจัดทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ จึงดูเหมือนว่าหญ้าเป็นพืชที่ไร้ค่าเหลือเกิน แต่ ณ เวลานี้ เราคงคิดเช่นนั้นไม่ได้แล้ว เพราะความจริง“หญ้า”มีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์และบางชนิดก็ไร้ประโยชน์ที่จัดเป็นเพียงวัชพืช
 
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นรายได้เสริมและลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชหลัก เช่น การเลี้ยงโคเนื้อ จากข้อมูลสถานการณ์การผลิตโคเนื้อปี  2550  คาดว่าจะมีจำนวนโค 6.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ร้อยละ 6.28  เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจบริโภคเนื้อโคมากขึ้น รวมถึงเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และเลี้ยงโคเนื้ออย่างมีคุณภาพโดยจะต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร โดยที่ต้นทุนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 เป็นค่าอาหาร

“หญ้าสด” เป็นพืชอาหารหยาบที่สำคัญและมีต้นทุนต่ำกว่าอาหารข้น แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่เลี้ยงโคมีพื้นที่จำกัด  ปริมาณการผลิตอาหารสัตว์โดยเฉพาะ หญ้าสด  ไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคของโค อีกทั้งการรอให้หญ้าขึ้นเองตามธรรมชาติก็คงจะไม่ทันต่อความต้องการของโคและมีคุณภาพไม่ดีพอ  ดังนั้นเกษตรกรจึงเริ่มให้ความสำคัญและสนใจที่จะปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม             และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนครเป็นการส่วนพระองค์ และได้มีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ราษฎรทำ "นาหญ้า" เพื่อเลี้ยงโค-กระบือ กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริโดยการปรับปรุงนาข้าวที่ทำนาไม่ได้ผลให้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ต่อจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และสนับสนุนให้เกิดตลาดซื้อขายหญ้าเลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานและการขาดแคลนหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร

ในปี 2545 กรมปศุสัตว์ โดยกองอาหารสัตว์ได้จัดทำ “โครงการนาหญ้า” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างธุรกิจการผลิตเสบียงสัตว์จำหน่ายและเป็นอาชีพใหม่ให้กับเกษตรกร  ได้ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มนาหญ้า 200 กลุ่ม ปลูกพืชอาหารสัตว์ 20,000 ไร่ ในพื้นที่ 32 จังหวัด ต่อมาได้ขยายผลไปทั่วประเทศ  จนกระทั่งเกษตรกรที่ทำนาหญ้าสามารถผลิตเสบียงสัตว์จำหน่าย  สร้างรายได้ และยึดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้

แซมในสวนไม้ผล เช่น มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ แล้วเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป ทำให้เกิดรายได้เสริมแก่ชาวสวนไปในตัว  หญ้าที่จะนำมาปลูกก็จะต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดีและมีคุณภาพ เกษตรกรต้องศึกษาเพื่อเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเตรียมดิน การปลูก รวมทั้งการดูแลจัดการให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับเป็นพืชอาหารสัตว์  

                        สำหรับการใช้ประโยชน์ทุ่งหญ้า การปล่อยโคแทะเล็ม โดยทั่ว ๆ ไปใช้สัดส่วน โคหนึ่งตัวต่อพื้นที่ 3-4 ไร่  ส่วนการใช้เลี้ยงโดยวิธีตัดให้กิน อาจใช้เพียงครึ่งไร่ต่อตัว การตัดหญ้าหรือปล่อยให้โคแทะเล็ม ควรเว้นช่วงให้ห่างกัน 35-40 วัน แล้วแต่พันธุ์หญ้า ถ้าหากปล่อยหรือตัดถี่เกินไปใบหญ้าจะถูกทำลายและตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม การปลูกหญ้าจะต้องคำนึงถึงคุณภาพ คุณค่าอาหารสูง ย่อยง่าย โคใช้ประโยชน์ได้มาก ถ้าปล่อยหญ้าแก่มากเกินไปคุณค่าอาหารจะลดลง โคไม่กินหรือกินได้น้อย ก็จะส่งผลต่อคุณภาพและมูลค่าของวัวในที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บหญ้าไว้ใช้ในยามขาดแคลนได้โดยเก็บเป็นหญ้าแห้งหรือหญ้าหมักไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย

จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นการทำเกษตรที่เกื้อกูลกับกิจกรรมในฟาร์ม และเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำการเกษตรแบบผสมผสานที่พึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 
สมัครรับข่าวสาร
สมัคร ยกเลิก
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร
 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. 10900 โทร. 02-9405598